สอนเด็กให้คิดบวก

posted on 19 Jul 2009 13:26 by latharima  in knowlege

สอนเด็กให้คิดบวก

 

แนวคิดดีๆ เกี่ยวกับชีวิตและการทำงานช่วงนี้คงไม่มีอะไรจะน่าสนใจไปมากกว่า...การคิดบวกอีกแล้วค่ะเพราะปัจจุบันนี้เขาเชื่อกันว่าการคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตได้ยิ่งบ้านเมืองเราที่ปัญหามากมายอย่างนี้ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งค่ะที่จะหันมาปรับมุมมองและคิดบวก ยิ่งถ้าปลูกฝังให้รู้จักคิดบวกกันตั้งแต่เด็ก...ความคิดดีๆ นั้นมันก็จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่เลยล่ะค่ะ มาฝึกเด็กๆ ให้คิดบวกกันเถอะ

 

 

แบบไหนน้า... ถึงจะเรียกว่าเด็กคิดบวก

 

 

§         ต้องเป็นเด็กที่เข้าใจธรรมชาติและเข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล

§         เรียนรู้และรับรู้อารมณ์ความรู้สึกรวมทั้งเข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้

§         มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนซึ่งจะเป็นพลังที่ส่งเสริมให้เด็กๆ อยากทำโน่น ทำนี่

§         ไม่มองเรื่องต่างๆ ว่าเป็นปัญหาหรืออุปสรรค

§         มีกำลังใจเสมอและแบ่งปันกำลังใจให้คนอื่นได้

 

 

ทำไงนะ.. ให้หนูคิดบวก

 

 

การคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ชีวิตมีความสุขเท่านั้นนะคะ แต่ผู้เชี่ยวชาญเขายังบอกมาว่าการคิดในแง่บวกสามารถทำให้คนเราฉลาดขึ้นได้ การคิดบวกเขาเริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่ยังเล็กและเริ่มทำกันเป็นกระบวนการตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยล่ะค่ะ สำหรับเด็กๆ เริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้ก่อนค่ะ เมื่อโตขึ้นเดี๋ยวเขาจะไปต่อยอดเอาเอง

 

 

วิธีเสริมสร้างความคิดในเชิงบวกให้กับเด็กๆ ใน 1 วัน

 

 

สำหรับเด็กๆ แล้วต้องค่อยๆ สอนกันไปในระยะยาวค่ะ เราจะมาเริ่มต้นกันด้วยชีวิตประจำวันของเด็กๆ ควรจะเริ่มต้นอย่างไรให้ทุกๆ วันในชีวิตของเขา มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา

 

 

ตอนเช้า

 

 

อาการเช้าสำคัญนะ

เมื่อไม่ทานอาหารเช้าเด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เอง ก็จะไม่ร่าเริงและไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นให้เด็กๆ ทานอาหารเช้าทุกวันค่ะ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูก ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกทานอาหารประเภทออร์แกนิคจะดีมากค่ะ หลีกเลี่ยงอาหารขยะไร้ประโยชน์ ความรู้สึกดีส่วนหนึ่งของคนเราเกิดขึ้นหลังจากสิ่งที่เราทานเข้าไป ทานแต่สิ่งที่ดีความรู้สึกดีต่อตัวเองก็จะตามมาค่ะ

 

 

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยคำพูดดีๆ

ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาคุณลองเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วยการพูดคำพูดดีๆ เพราะอะไรก็ตามที่เป็นอย่างแรกที่คุณกรอกมันเข้าไปในสมองและความคิดมันก็จะติดอยู่อย่างนั้นไปตลอดวัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้วันทั้งวันของลูกมีแต่สิ่งดีๆ ตั้งแต่ตื่นนอน หากระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนคำพูดน่ารักๆ เช่น “I love my Life” ติดกระดาษแผ่นเล็กๆ เหล่านี้ไว้ในห้องนอนหรือห้องน้ำ ที่คุณและลูกจะมองเห็นได้ง่ายๆ ให้คำว่า “I love my Life” ติดอยู่ในความคิดของคุณและลูกซึ่งเมื่อคนเรารักและนับถือในตัวเองแล้วจะทำให้คิดออกมาในทางที่ดี ไม่หวั่นไหวในคำนินทาว่าร้ายของคนรอบข้าง

 

 

เป็นศูนย์กลางของความรัก

คนเราจะดึงดูดความรักความสนใจในด้านบวกได้ยังไงกันนะ... สบายๆ ค่ะ ก็แค่ทำตัวเป็นแหล่งของความรัก เริ่มต้นด้วยการสอนให้เด็กๆ เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ด้วยการมองกระจกแล้วพูดว่า เด็กอะไรนะน่ารักที่สุดในโลกจากนั้นก็พูดว่า “I love You” ใช้เวลานิดหน่อยทำตามนี้ ฟังดูตลกๆ แต่มันสำคัญสำหรับการยกย่องและให้เกียรติตัวคุณเอง เมื่อคุณสอนให้ลูกหมั่นบอกรักตัวเองบ่อยๆ ไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่ความรักคือส่วนประกอบสำคัญที่รวมมาเป็นคนคนหนึ่ง ความสวยงามของคนเราไม่ได้มาจากร่างกายแต่ถูกส่งผ่านมาทางจิตใจ การรู้จักรักตัวเองก่อนและบอกตัวเองอีกครั้งว่า ฉันรักเธอเมื่อออกไปข้างนอก...ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก...เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็อยากจะแบ่งปันความรักให้กับคนรอบข้าง

 

 

ตอนบ่าย

 

 

อาหารเที่ยงกับเพื่อนรู้ใจ

ทุกๆ มื้อเที่ยงในโรงเรียนอย่าลืมบอกเด็กๆ ด้วยนะคะ ว่าให้ทานข้าวกับเพื่อนคนที่รู้สึกดีเมื่ออยู่กับเขาพูดคุยกันเรื่องของเล่นหรือวันหยุด ที่อาจจะมีอะไรคล้ายๆ กันเป็นเรื่องที่เข้าใจโดยหลักง่ายๆ ค่ะ การอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกดีก็ยิ่งเพิ่มพลังความคิดดีๆ ให้กับเด็กๆ นอกจากนี้ในวันหยุดคุณพ่อคุณแม่อาจจะพาเด็กๆ ไปพบปะหรือทานข้าวกับบุคคลที่มีมุมมอง ความคิด และมีชีวิตที่น่าสนใจ เด็กๆ แม้จะยังไม่เข้าใจในเรื่องผู้ใหญ่คุยกัน แต่นี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

 

 

หายใจเข้าออก

คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจกับการหายใจของตัวเองในเวลาที่ทำกิจกรรมต่างๆ หรือในสถานการณ์คับขันต่างๆ ซึ่งการรับรู้และใส่ใจลมหายใจเข้า-ออก ถือเป็นการตั้งสติที่ดีอีกทางหนึ่ง สอนให้เด็กๆ รู้จักกำหนดลมหายใจเข้าออกในเวลาที่เขารู้สึกว่าอากาศร้อน เครียดหรือกดดันในช่วงบ่ายๆ เป็นการฝึกสมาธิเบื้องต้น สมาธิทำให้สงบ มีสติ และยังช่วยให้เด็กๆ เริ่มต้นเรียนหรือคิดสิ่งดีๆ ได้เร็วขึ้น อ้อ! อีกอย่างช่วยให้จัดการอารมณ์ของตัวเองได้ด้วย ของแบบนี้ต้องฝึกตั้งแต่เด็กค่ะ

 

 

ฟังให้มากขึ้น

คนที่ชอบฟังคือคนที่มีโอกาสจะได้ความรู้และได้เปรียบเพราะรู้ว่าคนที่พูดเป็นคนอย่างไร บางคนอาจจะเคยบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าเด็กที่พูดเก่ง ช่างซัก ช่างถามนั้นคือเด็กฉลาด... นั่นอาจะไม่ใช่ทั้งหมดเสมอไปเพราะคนฉลาดที่แท้จริงต้องรู้จักฟังและคิดก่อนแล้วถึงจะตามมาด้วยการตั้งคำถามค่ะ... เมื่อไหร่ที่เอาแต่พูดนั่นเท่ากับว่าเสียโอกาสในการฟังไปด้วย สอนให้เด็กๆ รู้จักเปิดใจรับฟังเพื่อนๆ หรือผู้ใหญ่พูดบ้างก็ดีนะคะ แล้วเขาจะรู้ว่าแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไรและใครที่เขาควรจะคุยด้วย คนรอบตัวจะรักและชอบที่จะอยู่กับคนชอบฟังมากกว่าคนชอบพูดค่ะ

 

 

ตอนเย็น

 

สงบใจยามเย็น

 

ช่วงเย็นหลังจากเดินทางกลับบ้านในแต่ละวัน...ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ชอบฟังเพลงและข่าวสารโดยการเปิดเครื่องเสียงในรถ หรือคุยโทรศัพท์ตลอดทาง ลองเปลี่ยนมาเปิดเพลงเบาๆ คลอในรถระหว่างทางกลับบ้านและปิดมือถือที่มักดังตอนขับรถดูคะ ทั้งคุณและลูกวุ่นวายกับการเรียนและการทำงานมาแล้วทั้งวัน เพราะฉะนั้น ช่วงเย็นที่นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน ให้ใช้เวลานั้นพักผ่อนและทบทวนสิ่งต่างๆ ทั้งคุณและลูก ผ่อนคลายและปลดปล่อย

 

 

สิบนาทีเพื่อทบทวน

หลังจากที่ทานอาหารเย็นแล้ว ลองให้เวลาเด็กๆ วันละประมาณ 10 นาที เดินเล่นหรืออยู่คนเดียว เขาอาจจะใช้เวลานี้คิดถึงเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงกลางวัน โดยคุณอาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือส่วนช่วยบอกกับลูกว่าให้ลองนึกถึงและรวบรวมสิ่งดีๆ และคำพูดดีๆ ที่ได้พบเจอมาในแต่ละวัน รวมทั้งเรื่องราวประทับใจให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

ปิดสวิตช์ความคิดก่อนเข้านอน

หลังจากที่เจ้าตัวเล็กของคุณทำการบ้านและทบทวนบทเรียนเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาเข้านอนเสียที... แต่ก่อนจะนอนอย่าลืมบอกเด็กๆ ด้วยค่ะว่าให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่เขาได้ตอนหัวค่ำและให้ลูกขอบคุณสิ่งต่างๆที่เป็นเรื่องดีๆ ตลอดทั้งวันนั้นค่ะ จากนั้นก็ให้เขาคิดว่าพรุ่งนี้เขาอะไรที่ต้องทำบ้าง คุณครูจะให้ทำอะไร และเพื่อนคนไหนจะเอาสมุดลายใหม่มาให้ดู หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็ให้ลูกเข้านอนได้ การนึกถึงและขอบคุณสิ่งดีๆ ก่อนเข้านอนนั้นเป็นการกรอกข้อมูลดีๆ เข้าไปในสมองและความคิดเพื่อเตรียมปิดระบบการทำงานส่วนการคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรก็จะช่วยให้เด็กๆ ไม่กังวลนอนหลับสบายค่ะ การนอนไม่พอมีผลทำให้คนเราอารมณ์ไม่ดี การรับข้อมูลและการตอบสนองต่างๆ ก็ลดลงไปด้วย

 

ไม่ว่าจะวิธีไหนหรือช่วงเวลาใดสิ่งสำคัญที่มาก่อนวิธีการคือตัวคุณค่ะ ในฐานะที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ทำให้ลูกเห็นค่ะว่าปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่ดีมีทางออกเสมอ วิธีการร้อยพันไม่สำคัญเท่ากับตัวอย่างที่ดีเพียงหนึ่งเดียว

edit @ 1 Aug 2009 02:18:53 by latharima

การฝึกขับถ่าย

posted on 19 Jul 2009 13:25 by latharima  in knowlege

การฝึกขับถ่าย

กว่าที่เจ้าตัวเล็กจะควบคุมการขับถ่ายได้เองคงต้องพึ่งพาผ้าอ้อมมานานเกินแรมปีก็แหม...การที่ควบคุมระบบขับถ่ายให้ได้ดั่งใจนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ เพราะต้องอาศัยพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป

 

การควบคุมระบบขับถ่ายของเจ้าตัวเล็กนั้น ต้องอาศัยความพร้อมของกล้ามเนื้อหูรูด และสมองส่วนที่ควบคุมระบบประสาทสัมผัสเป็นตัวสั่งงาน ส่วนคุณแม่จะสังเกตว่าพัฒนาการระบบประสาททำงานหรือยังนั้นก็ต่อเมื่อลูกเริ่มหัดเดินได้ค่ะ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าสมองที่ควบคุมระบบประสาทของลูกพัฒนาดีพอสมควร ลูกจะเริ่มควบคุมอวัยวะส่วนล่างรวมไปถึงระบบขับถ่ายบ้างแล้วล่ะค่ะ

 

0-1

 

ลูกน้อยวัยนี้ยังไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายได้หรอกค่ะแถมเรื่องอึ-ฉี่ของลูกยังไม่เป็นเวล่ำเวลาอีกด้วย เพราะร่างกายของเบบี๋มีระบบขับถ่ายอัตโนมัติ เมื่ออยากจะฉี่จะอึก็ปล่อยออกมาเอง เพราะฉะนั้นลูกวัยเบบี๋จึงต้องใช้ผ้าอ้อมรองรับของเสียที่ขับออกมาจากร่างกายค่ะ

 

Dos
แม้ว่าลูกจะยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ คุณแม่สามารถช่วยสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการขับถ่ายได้ ด้วยการฝึกให้ลูกคุ้นชินกับกระโถน เช่น ให้นั่งเล่นบนกระโถน หรือนั่งกระโถนหลังมื้ออาหาร ฯลฯ
Don'ts
อย่าบังคับให้ลูกนั่งกระโถนนานเกินไปนะคะ เมื่อลูกแสดงอาการเบื่อหน่าย ก็ให้เขาลึกขึ้นเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นลูกจะขยาดกระโถนเลย
กายพร้อม...ใจพร้อม เริ่มฝึกได้
  • จริงๆ แล้วคุณแม่อาจจะลองเอากระโถนไปวางให้ลูกเห็นตั้งแต่เล็กๆ ก็จะช่วยสร้างความคุ้นเคยให้แก่ลูกได้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ลูกจะพร้อมเรียนรู้ฝึกขับถ่าย เมื่ออายุประมาณ 2 ปี-2 ปีครึ่งค่ะ

     

  • ส่วนจะพร้อมเมื่อไหร่คุณแม่คงต้องสังเกตความพร้อมทางกายของลูก เช่น ตื่นขึ้นมาโดยไม่ฉี่รดที่นอนอึสม่ำเสมอ ประมาณ 15-20 นาที หลังมื้ออาหาร รู้ตัวว่าปล่อยอะไรวงลงไปในผ้าอ้อม หรือส่งสัญญาณด้วยเสียงหรือท่าทางเมื่อเกิดอาการปวดหนักปวดเบา ผสานกับความพร้อมทางใจที่สังเกตได้จากความอยากรู้อยากเห็นของลูกที่แสดงออกมาเมื่อเห็นพ่อแม่เข้าไปในห้องน้ำและอยากนั่งชักโครกเลียนแบบบ้าง

     

  • ถ้าคุณแม่เห็นสัญญาณความพร้อมทางกายและใจของลูกแล้วก็สุขเลยค่ะ

1-3

 

เมื่ออายุย่างเข้าประมาณ 1 ปีครึ่ง ระบบกล้ามเนื้อหูรูดที่ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะของลูกเริ่มทำงานได้ดีขึ้น ถึงตอนนี้เจ้าตัวเล็กจะรู้สึกว่ามีความต้องการขับถ่ายโดยลูกจะแสดงอาการให้รู้ได้เห็นชัดเจนไม่ทางสีหน้าท่าทางก็คำพูด “ฉี่...ฉี่” ช่วงแรกๆ แม้ลูกจะรู้สัญญาณเตือนแต่ระบบควบคุมก็ยังทำงานได้ไม่ดีแค่อ้าปากจะบอกแม่ฉี่ก็พรวดออกมาแล้ว ขณะที่ถ้าปวดอึลูกมักตะบอกได้ทัน แต่หลังจากนี้สักประมาณ 2-3 เดือน ระบบควบคุมการขับถ่ายของลูกจึงจะเป็นจริงมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าช่วงวัย 1-3 ปีนี้ เป็นวัยทองแห่งการฝึกควบคุมระบบขับถ่ายของลูกก็คงจะไม่ผิดค่ะ

 

Dos
  • ระยะนี้ควรใช้ผ้าอ้อม โดยเฉพาะผ้าอ้อมสำเร็จรูปกับลูกน้อยที่สุด

     

  • ให้ลูกนุ่งกางเกงยางยืดที่ถอดเปลี่ยนได้ง่าย เวลาปวดฉี่ลูกจะได้ถอดกางเกงทัน ถ้าลูกทำได้เขาจะภูมิใจที่ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง

     

  • คอยสังเกตถ้าเห็นลูกมีอาการปวดอึปวดฉี่ควรรีบพาลูกไปห้องน้ำก่อนหน้าสักนิดจะทำให้ลูกคุ้นชินกับการเข้าห้องน้ำ

     

  • เมื่อลูกสามารถบอกอึหรือฉี่ได้ คุณแม่ควรชมเชยและให้กำลังใจ แม้ว่าลูกจะอั้นฉี่ไว้ไม่อยู่แล้วก็ตาม เพราะอย่างน้อยลูกก็รับผิดชอบตัวเองว่าต้องการเปลี่ยนกางเกงหรือทำความสะอาดค่ะ

     

  • พาลูกเข้าห้องน้ำด้วย ลูกจะเลียนแบบคุณแม่เมื่อเขาพร้อมจะขับถ่ายเองตามใจสั่ง

     

  • เริ่มต้นฝึกการควบคุมระบบขับถ่ายของลูกอย่างจริงจังได้แล้วค่ะ
Don'ts
  • อย่าใจร้อนเร่งรัดลูกจนเกินไปนะคะเพราะเราไม่สามารถเร่งกล้ามเนื้อส่วนที่ควบคุมระบบขับถ่ายของลูกได้

     

  • ไม่ควรบังคับลูกให้เข้าห้องน้ำ เพราะลูกจะกลั้นและต่อต้านทันที จนทำให้มีปัญหาเรื่องการฝึกตามมา
ลับเฉพาะเรื่องอึ-ฉี่
  • ลูกชายและลูกสาวมีลักษณะที่แตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมีเทคนิคการฝึกควบคุมระบบขับถ่ายแบบเฉพาะเพศด้วย

     

  • ลูกสาวจะเริ่มต้นเรียนรู้และฝึกฝนการฉี่และอึในห้องน้ำเร็วกว่าลูกชาย สังเกตจากลูกสาวจะเลิกฉี่รดที่นอนก่อนลูกชาย

     

  • การฉี่รดที่นอนเกิดจากระบบขับถ่ายของลูกยังทำงานไม่สมบูรณ์และจะเริ่มหยุดฉี่รดที่นอนเมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป

3-6

 

เจ้าตัวเล็กจะออกจากบ้านไปโรงเรียนแล้วล่ะค่ะ คุณแม่หลายคนอาจจะยังหวั่นๆ อยู่บ้าง กลัวว่าลูกจะไปปล่อยอึ-ฉี่เรี่ยราด แต่ถ้าคุณแม่ฝึกการขับถ่ายของลูกมาดีก็เบาใจได้ค่ะ เพราะตามพัฒนาการแล้ว เจ้าตัวเล็กวัยอนุบาลเขาสามารถควบคุมและกลั้นอึกับฉี่ได้นานพอที่จะหาห้องน้ำได้แล้วล่ะค่ะ วัยนี้จึงไม่ค่อยมีอุบัติเหตุเรี่ยราดให้เห็นสักเท่าไหร่นัก

 

Dos
  • พาเข้าห้องน้ำก่อนเข้าห้องนอน
  • ถ้าตื่นเช้ามาผ้าอ้อมลูกแห้งสนิทติดต่อกัน 3 คืน ควรเลิกใส่ผ้าอ้อมให้ลูกเวลากลางคืน
  • วางกระโถนไว้ข้างเตียงเผื่อลูกปวดฉี่กลางคืน ก็จะใช้ได้ทันเวลาที่ต้องการ
Don'ts
ถ้าลูกจะเกิดอุบัติเหตุกลั้นฉี่และอึไม่ได้บ้างเป็นบางครั้งคุณแม่ไม่ควรหงุดหงิด หรือฉุนเฉียวกับลูกนะคะ
เมื่อคุณแม่เห็นความพร้อมด้านต่างๆ ของลูก ควรค่อยๆ เริ่มใช้ช่องทางการฝึกเรื่องการขับถ่ายที่ถูกต้องกับลูกได้แล้วค่ะ แต่ก็อย่าลืมทำใจเผื่อไว้ด้วยนะคะเพราะการฝึกขับถ่ายของเด็กแต่ละคนอาจได้ผลไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคนว่าพร้อมมากน้อยแค่ไหนด้วย

 

เมื่อลูกวัยอนุบาลยังฉี่รดที่นอน
  • โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กมักจะไม่ฉี่รดที่นอนหลังอายุ 4 ปี แต่ก็ยังมี 10% ของเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไปที่ยังฉี่รดที่นอนอยู่บ้าง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวเล็กฉี่รดที่นอนนั้นมีหลายอย่าง เช่น ความเครียด ปัญหาทางจิตใจ หลับลึก พันธุกรรม หรือระบบควบคุมการขับถ่ายทำงานล่าช้ากว่าปกติ การที่เด็ก 4 ปีขึ้นไปคนหนึ่งฉี่รดที่นอนก็อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน มากกว่าจะเป็นจากสาเหตุเดียวค่ะ

     

  • ถ้าลูกอายุ 4-6 ปีขึ้นไป ยังฉี่รดที่นอนอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันมานาน 3 เดือน คุณแม่ควรพาลูกไปหาคุณหมอ เพื่อตรวจทางเดินปัสสาวะให้แน่ใจก่อนว่าลูกไม่มีโรคอะไรแฝงอยู่ จากนั้นเริ่มบันทึกว่าลูกไม่ฉี่รดที่นอนบ่อยแค่ควรไหนควรจดหรือติดสติ๊กเกอร์ชมเชยในปฏิทิน หรือมีรางวัลให้เจ้าตัวเล็กสักนิดหน่อย พอให้ลูกมีกำลังใจค่ะควบคู่ไปกับการฝึกควบคุมระบบขับถ่ายค่ะ คุณแม่อาจใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าลูกจะคุมให้แห้งสนิทจริงๆ ถ้าลูกยังควบคุมไม่ได้ คงต้องกลับไปพบคุณหมออีกครั้ง เพื่อรักษาด้วยยาแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณนิตยสารดวงใจพ่อแม่

edit @ 1 Aug 2009 02:16:11 by latharima

IQ

posted on 19 Jul 2009 13:25 by latharima  in knowlege

IQ

 

อะไรที่เขาว่าดี อะไรที่เขาว่าแน่ พ่อแม่สมัยนี้หามาให้ลูกกิน ใช้และไปเรียนทั้งนั้น ก็ด้วยความคาดหวังอยากให้ลูกเป็นเด็กฉลาดนะซี้... อันนั้นก็แล้วแต่ว่าครอบครัวไหนถนัดอย่างไรแล้วล่ะ แค่อยู่ในระดับพอดีๆ ก็ดีแล้วค่ะ มัวระวังแต่เรื่องอื่นๆ ห่วงเรื่องมลภาวะบ้างก็ดีนะ ก็เพราะเจ้า  Pollution นี่แหละค่ะ เขาบอกว่ามันทำให้เด็กๆ มี IQ น้อย

มลภาวะทำลาย IQ

ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดถ้าจะบอกกับทุกๆ คนว่ามลภาวะหรือมลพิษ เป็นอันตรายต่อสมอง บางคนอาจจะรู้แล้ว... หรือพอได้ยินมาบ้างแต่ก็ยังไม่แน่ใจ ว่ามันทำลายสมองและมีผลอย่างไรบ้าง แต่ที่ต้องหยิบยกขึ้นมานำเสนอให้เห็นกันชัดๆ ก็เพราะช่วงนี้ใครๆ เขาก็สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนกันทั้งนั้นแหละบวกกับกระแสการเลี้ยงลูกตามธรรมชาติก็กำลังมาค่ะ ในต่างประเทศเขาทำการวิจัยกันเยอะในประเด็นนี้โดยข้อมูลที่เขาวิจัยมาก็เช่น

 

 

·        ปรอทคือสารอันตรายตัวสำคัญที่ทำลาย IQ เด็กๆ โดย 10-15 เปอร์เซ็นต์จาก 4 ล้านคนของเด็กในอเมริกาได้รับผลกระทบจากสารนี้

·        สารเคมีที่อบอวลในอากาศจากอุตสาหกรรมสามารถทำลายศักยภาพความเฉลียวฉลาดในมนุษย์ได้ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์และเด็กๆ

·        คนส่วนใหญ่รู้ว่าตะกั่ว และปรอท มีผลทำลายสมอง แม้จะปริมาณไม่มาก จัดเป็นสารควบคุมแต่มีอีกกว่า 200 ชนิดที่ไม่ใช่สารควบคุม

·        มีสารเคมีอย่างน้อย 202 ชนิดที่เป็นอันตรายต่อสมอง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าในปริมาณที่ไม่มากและเป็นอันตรายในลักษณะใด

·        สารเคมีและมลพิษที่หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็กสัมผัสจะมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง

·        สารพิษและมลภาวะจะปะปนอยู่ในรอบๆ ตัวเด็กๆ รวมทั้งผู้ใหญ่ทั้งในอากาศ แหล่งน้ำ และอาหาร

 

 

มลภาวะอันตรายปะปนในชีวิตประจำวัน

 

 

·        กระป๋องน้ำอัดลม น้ำยาล้างเล็บ

·        หมึกพิมพ์/กาว

·        น้ำยาซักแห้ง

·        สีสเปรย์ สีย้อมผ้า

·        ยางลบ

ภาวะเพิ่ม IQ

At home

มลพิษในบ้านไม่ได้มาจากโรงงานหรือรถยนต์ ในบ้านตัวคนที่อาศัยนั่นแหละที่สร้างขึ้นมาจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ วิถีชีวิตของเรา ฉะนั้น Let’ find!!! สอดส่องมองหาว่าอะไรในบ้านคือมลภาวะ เจอแล้วก็จัดการมันซะ เพื่อลูก... เพื่อลูก...

 

 

In the yard

สนามหญ้าหน้าบ้านดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่มีแต่อากาศบริสุทธิ์ที่สุดก็ว่าได้แต่ระวังสารเคมีที่คุณใช้กับต้นไม้และดอกไม้ หรือมลพิษที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศลอยมาติด สารเคมีอย่าใช้เลยค่ะ ดูแลรักษาต้นไม้ในบ้านให้ดี ให้ธรรมชาติมันจัดการกันเอง สงสารเด็กๆ ที่ต้องสูดดม และสัมผัส

 

 

At the wheel

ยอมรับมาซะดีๆ ว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางไปไหนมาไหน เกือบทุกวัน พยายามโดยสารรถสาธารณะ อย่าพาเด็กๆ เข้าไปติดแหล่งที่มีจารจรติดขัด เพราะนั่นแหละค่ะ ถือว่าเป็นจุดทำลาย สมอง และ IQ ชั้นเยี่ยมของเด็กๆ

 

 

At the pump

คุณๆ ค่ะเวลาไปเติมน้ำมัน ได้ดับเครื่องยนต์กันบ้างไหมคะ โดยเฉพาะเวลาที่รอเติมน้ำมันดับเครื่องยนต์ก็ช่วยลดมลภาวะ ลองนึกดูเล่นๆ ว่าในปั๊มโดยเฉพาะในปั๊มใหญ่ๆ มีรถมากมายจ่อคิวเติมน้ำมัน ต่างคนต่างไม่ดับเครื่องลองนึกดูค่ะว่ามลภาวะทางอากาศมันจะเยอะขนาดไหน น่าขนลุก

 

 

บรู้ววว!!! น่ากลัวจริงๆ ค่ะ ช่วยกันลด คนละนิด คนละหน่อยก็ยังดีเพื่อนอนาคตของลูกหลานจะได้ฉลาดกันเยอะๆ แต่ตอนนี้อะไรที่เป็นธรรมชาติน่าจะดีที่สุด

 

edit @ 1 Aug 2009 02:12:03 by latharima